วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557

โทษของแตกความสามัคคี

โทษของแตกความสามัคคี
           “รวมกันเราอยู่   แยกกันเราตาย”  แยกกันก็คือแตกสามัคคี  ซึ่งจะส่งผลให้เราถึงตาย เสื่อมสลายสิ้นหมดความเจริญ
           ต้นไม้ ถ้าเราแยกเอากิ่ง เอาต้น เอารากไว้คนละทาง ก็จะไม่รอดต้องตาย
           เมล็ดข้าวเปลือก ถ้าเปลือกกับเมล็ดอยู่ด้วยกัน ถ้าตกถึงดินได้น้ำได้ปุ๋ย ก็จะงอกงามออกเป็นเม็ดออกรวงได้ แต่ถ้าแยกเปลือกกับเม็ดในออกจากกัน ก็เสร็จไม่มีหวังเป็นต้นเป็นรวงได้อีกเป็นอันขาด
           นกกระจาบฝูงหนึ่ง บังเอิญไปติดตาข่ายนายพรานเข้าทั้งฝูง หัวหน้าฝูงจึงพร้อมใจกันบินขึ้นก็พร้อมกันบินยกตาข่ายขึ้นไปวางบนยอดไม้ แล้วเล็ดลอดออกจากตาข่ายพ้นอันตรายได้ ต่อมาเกิดทะเลาะแตกสามัคคีกันครั้นไปติดตาข่ายของนายพรานเข้าอีก ก็มีแต่เกี่ยงงอนกัน เถียงกัน ทะเลาะกัน ก็ไม่สามารถยกตาข่ายขึ้นไปได้ ผลสุดท้ายก็ตกเป็นอาหารของนายพรานทั้งฝูง

           ชาติไทยเราบางยุคบางสมัยก็รุ่งโรจน์  เป็นมหาอำนาจเป็นที่คร้าม
เกรงของศัตรู และ พยายามขยายอาณาเขตให้กว้างขวาง เช่น ยุคพ่อขุนรามคำแหง ยุคพระนเรศวร ทั้งนี้เพราะยุคนั้นชาติไทยมีความสามัคคีกันดีที่สุด แต่ยุคที่ไทยต้องตกเป็นทาส กรุงศรีอยุธยาต้องแตกถึง ๒ ครั้งนั้น ไม่ใช่เพราะคนไทยหย่อนฝีมือในการรบ  แต่เพราะคนไทยแตกความสามัคคีกันเป็นเหตุสำคัญ

เกมส์สร้างความสามัคคี

ความสามัคคีนั้น สามารถเรียนรู้จากเกมส์ได้ นั่นก็คือ เกมส์ที่ใช้การทำงานเป็นทีม ไม่ว่าจะเป็นเกมส์ ออฟไลน์ หรือ ออนไลน์ ก็จะมีเกมส์ประเภทที่ต้องอาศัยการร่วมมือของเพื่อนฝูง 
ตัวอย่างเกมส์ออนไลน์ที่ต้องใช้ ความสามัคคี
1. League of Legnds 
    เป็นเกมออนไลน์แนว MOBA (Multiplayer online battle arena) ที่ต้องเล่นกันเป็นทีม ซึ่งแต่ละทีมนั้นจะมีจำนวนคน 5 คน ในหนึ่งเกมส์นั้นจะมีผู้เล่นจำนวน 10 คน จะแบ่งเป็นทีมละ 5 คน จะเลือกตัวละครที่จะเล่น แล้วนำมาเล่นในเกมส์ 


  ในเกมส์นั้นจะมีพื้นที่จำกัดให้ ต้องใช้ความสามัคคี ความเชื่อใจ และความมีเหตุผลในการเล่นเพื่อนำมาซึ่งชัยชนะให้แก่ทีมตนเอง และยังเพิ่มความสามัคคีให้แก่กันอีกด้วย


ตัวอย่างเกมสร้างความสามัคคี (รถไฟ)

การ์ตูนเรื่องพลังความสามัคคี

สามัคคี - โครงการคุณธรรมนำไทย โดย กองทัพบกไทย

2 Clip VDO นิยามของคำว่าทีม TEAM 1 16 นาที

1 Clip VDO อสม เมื่อพลังเล็กๆ รวมตัวกันก็มีพลังมากได้ 2 23 นาที

คุณธรรมพื้นฐานเรื่องสามัคคีมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

คุณธรรมพื้นฐานเรื่องสามัคคีมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

ความสามัคคี มี 2ประการ คือ 

ความสามัคคีทางกาย ร่วมแรงร่วมใจทำงาน 

ความสามัคคีทางใจ ร่วมมือร่วมใจปรึกษาหารือหาทางแก้ไขปัญหา เมื่อเกิด

ปัญหาขึ้น

ความสามัคคีจึงเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่จะนำความเจริญมาสู่สถาบันต่างๆ ก็คือ

 ความรัก ความสามัคคี เริ่มจากสถาบันเล็กๆ ในครอบครัว ที่อยู่ด้วยกันด้วย
ความรัก ความเข้าใจ รู้จักรักษาน้ำใจซึ่งกันและกัน มีความเคารพต่อกัน ยอมรับฟังกัน รู้บทบาทหน้าที่ของตัวเอง ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และเมื่อเด็กเข้าสู่สังคมที่ใหญ่ขึ้น กว้างขึ้น คงเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะรักกัน แต่ทุกคนก็งดเว้นจากการเบียดเบียนกันได้ ถึงจะไม่รักกัน เด็กก็เคารพซึ่งกันและกันได้ ด้วยการยอมรับความแตกต่างและเห็นคุณค่าของกันและกัน อย่างน้อยไม่ทำร้ายกัน ไม่เบียดเบียนกัน ทุกคนสามารถไว้วางใจ ไม่ต้องคอยระแวงกัน รู้สึกปลอดภัยที่จะอยู่ร่วมกัน ก็สามารถเป็นสิ่งรับประกันการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขในชุมชนได้ผลของความสามัคคี คือ เป็นบ่อเกิดแห่งความสุข ความเจริญ เป็นเหตุแห่งความสำเร็จในกิจการงานต่างๆ การงานอันเกินกำลังที่คนๆ เดียวจะทำได้ ก็ต้องอาศัยความสามัคคี การรวมใจสามัคคีกันจึงจะเกิดเป็นพลัง ส่วนการแตกสามัคคีกันทำให้มีกำลังน้อย ความสามัคคีเกิดขึ้นที่ใด ย่อมทำให้ที่นั้นมีแต่ความสงบสุข มีแต่ความเจริญ ส่วนความแตกสามัคคีเกิดขึ้นที่ใด ก็จะย่อมทำให้ที่นั้นประสบแต่ความทุกข์ มีแต่ความเสื่อมเสียโดยแน่แท้เด็กจะอยู่อย่างราบรื่นกลมกลืนกับผู้อื่นได้ ก็ต่อเมื่อเด็กเชื่อมั่นในความดี หรือเห็นว่า ความสามัคคี การเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันเป็นสิ่งที่ดีงาม สามารถสมานน้ำใจผู้อื่นได้ และจะนำไปสู่การร่วมมือเพื่อก่อประโยชน์แก่ทุกฝ่าย แต่หากเด็กไม่มีความคิดดังกล่าว หรือมีความคิดในทางตรงข้ามว่า การแตกความสามัคคี การคดโกง เอาเปรียบเบียดเบียนกันไม่ใช่เรื่องเสียหาย ในที่สุดชีวิตเด็กก็จะมีแต่เรื่องเดือดร้อน ไม่เป็นที่ไว้วางใจหรือเป็นที่รักของใครเลย

Cr.http://taamkru.com/th/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%B5/

คุณธรรมพื้นฐานเรื่องสามัคคีมีความสำคัญอย่างไร?

คุณธรรมพื้นฐานเรื่องสามัคคีมีความสำคัญอย่างไร?

ในการดำเนินชีวิตของเรา ย่อมต้องมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมห้อง เพื่อนร่วมงาน ร่วมชุมชน ตลอดจนพี่น้องร่วมครอบครัว จะเกิดเป็นความสัมพันธ์อันดีหรือที่เรียกว่า ความสามัคคี ได้นั้น ต้องอาศัยเหตุที่เรียกว่า สาราณียธรรม หรือธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน กระทำซึ่งความเคารพระหว่างกัน อยู่ร่วมกันในสังคมด้วยดี มีความสุข ความสงบ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ทำร้ายทำลายกัน มี 6 ประการ นั่นคือ
1.       เมตตากายกรรม หรือ ทำต่อกันด้วยเมตตา คือ แสดงไมตรีและความหวังดีต่อเพื่อน ต่อผู้อื่นด้วยการช่วยเหลือธุระต่างๆ โดยเต็มใจ แสดงอาการกิริยาสุภาพ เคารพนับถือกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
2.       เมตตาวจีกรรม หรือ พูดต่อกันด้วยเมตตา คือ ช่วยบอกสิ่งที่เป็นประโยชน์ สั่งสอนหรือแนะนำตักเตือนกันด้วยความหวังดี กล่าววาจาสุภาพ แสดงความเคารพนับถือกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
3.       เมตตานโนกรรม หรือ คิดต่อกันด้วยเมตตา คือ ตั้งจิตปรารถนาดี คิดทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กัน มองกันในแง่ดี มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน
4.       สาธารณโภคี หรือ ได้มาแบ่งกันกินใช้ คือ แบ่งปันลาภผลที่ได้มาโดยชอบธรรม แม้เป็นของเล็กน้อย ก็แจกจ่ายให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคทั่วกัน
5.       สีลสามัญญตา หรือ ประพฤติให้ดีเหมือนเขา คือ มีความประพฤติสุจริต ดีงาม รักษาระเบียบวินัยของส่วนรวม ไม่ทำตนให้เป็นที่น่ารังเกียจ หรือทำความเสื่อมเสียแก่หมู่คณะ
6.       ทิฏฐิสามัญญตา หรือ ปรับความเห็นเข้ากันได้ คือ เคารพรับฟังความคิดเห็นกัน มีความเห็นชอบร่วมกัน ตกลงกันได้ในหลักการสำคัญ ยึดถืออุดมคติหลักแห่งความดีงาม หรือจุดหมายอันเดียวกัน

ธ       ธรรมทั้ง 6 ประการนี้ อันได้แก่ ทำ-พูด-คิดต่อกันด้วยเมตตา มีน้ำใจ แบ่งปัน ประพฤติสุจริต รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน สามารถเคารพนับถือกัน ช่วยเหลือดูแลกัน มีความพร้อมเพรียง มีความร่วมมือ ผนึกกำลังกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หากเราทุกคนได้ปฏิบัติ ก็จะเกิดเป็นคุณค่าที่จะก่อให้เกิดความสามัคคีในการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยดีและมีความสงบสุข ปลอดภัย อันเป็นสิ่งที่เราทุกคนล้วนปรารถนา



Cr. http://taamkru.com/th/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%B5/


ความสามัคคี คืออะไร

    ความสามัคคี

          สามัคคี คือ ความพร้อมเพรียงกัน ความกลมเกลียวกัน ความปรองดองกัน ร่วมใจกันปฏิบัติงานให้บรรลุผลตามที่ต้องการ เกิดงานการอย่างสร้างสรรค์ ปราศจากการทะเลาะวิวาท ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน เป็นการยอมรับความมีเหตุผล ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ความหลากหลายในเรื่องเชื้อชาติ ความกลมเกลียวกันในลักษณะเช่นนี้ เรียกอีกอย่างว่า ความสมานฉันท์ ผู้ที่มีความสามัคคี คือ ผู้ที่เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้บทบาทของตน ทั้งในฐานะผู้นำและผู้ตามที่ดี มีความมุ่งมั่นต่อการรวมพลัง ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเพื่อให้การงานสำเร็จลุล่วง แก้ปัญหาและขจัดความขัดแย้งได้ เป็นผู้มีเหตุผล ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อ พร้อมที่จะปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ

   ความสามัคคี มีด้วยกัน 2 ประการ

  1. ความสามัคคีทางกาย ได้แก่ การร่วมแรงร่วมใจกันในการทำงาน


 2. ความสามัคคีทางใจ ได้แก่ การร่วมประชุมปรึกษาหารือกันในเมื่อเกิดปัญหาขึ้น




Cr. http://taamkru.com/th/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%B5/

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การเก็บรักษาผักและผลไม้

หลัก ๆ แล้ว วิธีเก็บรักษาและถนอมผลไม้ ไม่ให้เน่าเสียเร็วนัก มักจะเป็นการเก็บรักษาไว้ในที่ที่อุณหภูมิต่ำ ซึ่งก็คือ การเก็บไว้ในตู้เย็นนั่นเองค่ะ

แต่ไม่ได้หมายความว่าพอซื้อ ผลไม้ หรือเก็บผลไม้จากต้นมา แล้วสามารถนำมาใส่ตู้เย็นไว้ได้เลย เพราะบางครั้งผลไม้ที่ได้มาอาจจะมีเชื้อโรคปะปนมาด้วย และส่งผลให้เมื่อเก็บไว้รวมกันในตู้เย็น ก็เป็นต้นเหตุให้ผลไม้อื่น ๆ เน่าเสียตามไปด้วยน่ะนะคะ ดังนั้นก่อนการเก็บผลไม้ไว้ในตู้เย็น ควรปฏิบัติดังนี้ค่ะ




1. คัดเลือกผลไม้ที่มีลักษณะของโรคออกไว้ต่างหาก ไม่แช่รวมกับพวกที่เราจะำนำไปเก็บรักษาไว้ในตู้เย็น ลักษณะของผลที่เป็นโรคที่พอจะสังเกตได้ เช่น ผลที่มีรอยช้ำเป็นจุด มีรอยเน่า มีเส้นใยของเชื้อรา หรือมีรอยบาดแผลเกิดขึ้นที่ผล

2. หลังจากคัดเลือกผลที่เป็นโรคออกแล้ว ให้นำผลที่ดีไปล้างน้ำสะอาด หากล้างในน้ำด่างทับทิมได้ก็จะดีมาก เพราะด่างทับทิมจะช่วยทำลายเชื้อโรคที่ติดอยู่ภายนอกผลได้บางส่วน จากนั้นนำผลไม้ไปผึ่งให้หยดน้ำแห้งและนำเข้าแช่ในตู้เย็นได้เลย

3. บางครั้งแม้ว่าทำตามคำแนะนำทั้งสองข้อด้านบนแล้ว เรายังพบว่า ผลไม้ยังมีอาการเหี่ยวเร็วอยู่อีก นั่นเพราะผลไม้นั้นมีการสูญเสียน้ำในผลนั่นเอง เราจึงต้องทำให้การสูญเสียน้ำนั้นน้อยลง ด้วยการเพิ่มความชื้นรอบ ๆ ผล วิธีการก็คือให้นำผลไม้นั้นใส่ในถุงพลาสติกก่อนการเก็บรักษาในตู้เย็นค่ะ ควรเจาะรูเล็ก ๆ ที่ถุงพลาสติกสัก 8-10 รู กระจายทั่ว ๆ กัน เพื่อให้มีการระบายอากาศบ้าง ก็จะทำให้มีความชื้นในถุงพอเหมาะที่จะรักษาผลไม้นั้นไม่ให้เหี่ยวเร็วได้ แต่สำหรับผลไม้บางชนิดที่มีเปลือกแข็งและหนา ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ถุง


Cr.http://suansanruk.blogspot.com/2012/01/blog-post_3096.html

เปลือกผมไม้ไม่ไร้ค่า2


เปลือกส้ม
บ้านใครมียุงชุมก็ขอแนะนำให้ใช้ เปลือกส้ม กำจัดยุง หลังจากที่กินส้มเขียวหวานเรียบร้อยแล้ว เปลือกส้มเขียวหวานอย่าทิ้ง นำไปตากให้แห้งสักแดดสองแดด นำมาสุมไฟไล่ยุงได้เป็นอย่างดีไม่มีสารตกค้าง
ในส่วนของนักวิจัย จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ทำวิจัยไว้ว่า

เปลือกแอปเปิ้ล
เชื่อว่ามีผลในการต่อต้านมะเร็ง ตามที่นักวิจัยพบว่าเปลือกของแอปเปิ้ลแดงผลหนึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระเทียบเท่าวิตามินซี 820มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่ได้จากน้ำส้มคั้นถึง ควอตช์ เลยทีเดียว

เปลือกมันฝรั่ง อุดมไปด้วยใยอาหาร (fiber) ธาตุเหล็ก โปแตสเซียม และวิตามินบี มากกว่าที่ได้จากเนื้อมันเสียอีก เมื่อเทียบปริมาณเท่า ๆ กันแล้ว


ผิวส้ม มะนาว หรือมะกรูด มีสาร ดี-ไลโมนีน (เป็นน้ำมันหอมระเหยชนิดหนึ่ง) เทอปีน เฮสเพอริดีน (ยาป้องกันการตกเลือดโดยลดความเปราะของเส้นเลือด) คูมาริน (สารต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย) และแคโรทีนอยด์ (สารสีเหลืองช่วยต้านอนุมูลอิสระ) ซึ่งดีต่อสุขภาพ


แหม ... เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ต่อไปเวลารับประทานผลไม้ ก็อย่าทิ้งเปลือกให้ไร้ค่า เก็บกลับมาใช้ประโยชน์ได้ตั้งเยอะแหนะ แถมยังช่วยประหยัดอีกต่างหาก แต่ขอแนะนำเพิ่มเติมนิดนึงว่า สำหรับเปลือกทุเรียนนั้นเค้าไม่ได้มีไว้ใช้ทำร้ายกันนะค่ะ อย่าเอาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ล่ะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน
cr.http://guru.sanook.com/6138/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2/

เปลือกผลไม้ ไม่ไร้ค่า

เคยบ้างไหม หลายๆ ต่อหลายครั้งเวลาที่เรารับประทานผลไม้แล้วนึกเสียดายเปลือก แหม..อิฉันก็เป็นออกบ่อยไป จะกินก็กินไม่ได้ ครั้นจะทิ้งก็กลับนึกเสียดายซะงั้น วันนี้เลยมีข้อแนะนำดีๆ เกี่ยวกับเปลือกผลไม้ที่คิดว่าไร้ค่ามาฝากกันค่ะ ในบ้านเรามีผลไม้หลากหลายชนิด ที่เราไม่สามารถหรืออาจจะไม่นิยมกินเปลือก อาทิเช่น ส้ม สับปะรด กล้วย หรือแม้แต่ทุเรียน (อันนี้ใครกินได้ทั้งเปลือกขอคาราวะ) อันที่จริง ใช่ว่ากินไม่ได้แล้วจะหมดประโยชน์เลยซะทีเดียวนะคะ อีกทั้งในปัจจุบันข้าวของ อาหาร การกินทุกอย่างล้วนราคาแพง เพราะฉะนั้นเราจึงควรใช้ทุกสิ่งทุกอย่างให้คุ้มค่าที่สุด จะเรียกว่า "งก" ว่า "ขี้เหนียว" คงไม่ได้หรอกนะคะ แต่เราควรจะหาประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ให้มากที่สุดเท่านั้นเองค่ะ ดังนั้นหากเราจะไม่ทิ้งเปลือกผลไม้เหล่านี้แล้ว ลองมาดูกันดีกว่าเราจะสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง เริ่มจาก


เปลือกกล้วย

มีคุณสมบัติทำให้ผิวชุ่มชื่น เพียงคุณใช้เปลือกกล้วยล้างน้ำให้สะอาดแล้วใช้ถูกับมือ ข้อเท้า ขา หรือใบหน้าก็ได้ นอกจากจะทำให้ผิวชุ่มชื่นไม่แห้งกร้านแล้วยังทำให้ผิวนุ่ม นอกจากนั้นเปลือกล้วยน้ำว้ายังสามารถใช้แทนน้ำยาขัดรองเท้าได้อีกด้วย



เปลือกทุเรียน
เวลาที่กินทุเรียนแล้วไม่รู้จะเอาเปลือกไปไว้ไหน ขอแนะนำให้คุณเอาไปตากให้แห้งใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนถ่านไม้ได้ หรือเวลาที่คุณกินทุเรียนแล้วเกิดอาการร้อนใน ขอแนะนำให้ลองดื่มน้ำที่รินใส่เปลือกทุเรียนผสมกับเกลือเล็กน้อย อาการก็จะบรรเทา ยิ่งไปกว่านั้นน้ำที่ใส่ในเปลือกทุเรียนหากเอามาล้างมือล้างปากก็สามารถแก้กลิ่นทุเรียนที่ติดอยู่ได้อีกด้วย
เปลือกส้มโอ
นอกจากจะเอาไปทำส้มโอเชื่อมและยาดมส้มโอมือแล้ว เปลือกส้มโอยังสามารถใช้ขัดภาชนะที่ทำจากอะลูมิเนียมให้มีความใสและมันวาวได้อีกด้วย เพียงนำเปลือกส้มโอมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ในน้ำเดือดประมาณ 
20 นาที ก่อนที่จะนำเปลือกส้มโอที่ต้มแล้วมาขัดถูภาชนะพร้อมกับสบู่ แค่นี้เครื่องครัวของคุณก็จะแวววาวสดใสโดยไม่ต้องเปลืองตังค์ไปซื้อน้ำยาราคาแพง



เปลือกสับปะรด 

สามารถนำมาใช้กับภาชนะทองเหลืองได้เพียงเอาภาชนะพวกทองเหลืองหรือเครื่องเงินลงแช่ในน้ำใส่เปลือกสับปะรดลงไปให้มิดทิ้งไว้สักหนึ่งคืนก่อนที่จะนำมาล้างให้สะอาดด้วยน้ำธรรมดา เครื่องเงินและทองเหลืองของคุณก็จะสดใสงามราวกับของใหม่



Cr.http://guru.sanook.com/6138/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2/

ผลไม้ตามกรุ๊ปเลือด

การกินอาหารถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของชีวิตคนเรา เพราะว่าอาหารนี่แหละที่เป็นแหล่งของพลังงานในการดำรงชีวิตในแต่ละวันของมนุษย์ ซึ่งหากว่าเราได้กินอาหารที่เหมาะสมกับร่างกายของเราแล้ว ก็จะสามารถนำสารอาหารที่ได้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
       
       วันนี้ “108 เคล็ดกิน” ก็เลยมีเคล็ดลับในการเลือกกินผลไม้ตามกรุ๊ปเลือดมาบอก เพื่อให้ทุกคนได้เลือกกินผลไม้ที่เหมาะสมกับร่างกายตัวเอง
       
       เริ่มที่ กรุ๊ป A จะเป็นกรุ๊ปที่มีปริมาณกรดในกระเพาะต่ำ ทำให้ระบบย่อยไม่ดีเท่าที่ควร จึงไม่เหมาะกับอาหารพวกเนื้อหรือนมที่ย่อยยาก แต่จะเหมาะกับอาหารมังสวิรัติ หรืออาหารพวกผัก-ผลไม้มากกว่า จึงสามารถกินผลไม้ได้หลายชนิด โดยเฉพาะพวกสับปะรด และเชอร์รี่ รวมถึงผลไม้อื่นๆ ที่มีกรดสูง จะได้ช่วยเข้าไปเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร เพื่อช่วยในการย่อยอาหารต่างๆ ได้
       
       กรุ๊ป B ส่วนใหญ่จะเป็นคนอ้วนง่าย เนื่องจากร่างกายมีระบบย่อยที่ดีแต่ร่างกายเผาผลาญไม่ดี รวมถึงมีปัญหาภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี ทำให้เป็นหวัดง่าย เป็นภูมิแพ้ และมักจะปวดตามข้อ คนกรุ๊ปนี้จึงต้องเลือกผลไม้ที่จะช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย เช่น สับปะรด กล้วย มะละกอ องุ่น เนื่องจากย่อยง่ายและสามารถดูดซึมไปใช้ได้เร็ว
       
       ส่วน กรุ๊ป O เป็นพวกที่อยู่ตรงข้ามกับกรุ๊ป A ในกระเพาะอาหารมีกรดปริมาณมาก จึงเหมาะกับการย่อยเนื้อสัตว์ แต่ระบบเผาผลาญในร่างกายไม่ดีทำให้อ้วนได้ง่าย ผลไม้ที่เหมาะกับคนกรุ๊ปนี้จึงต้องหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีกรดสูง แต่จะเหมาะกับผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ และเกรปฟรุ๊ต เพราะจะช่วยสร้างสมดุลในกระเพาะได้ ไม่ทำให้กระเพาะเกิดการระคายเคือง
       
       และ กรุ๊ป AB เป็นกรุ๊ปลูกผสมระหว่าง A และ B เรื่องของการกินจึงต้องมีการผสมผสานกันไปด้วย คนกรุ๊ปนี้มักจะมีปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันและมีกรดในกระเพาะต่ำ จึงต้องกินผักและเนื้อให้สมดุลกัน สำหรับผลไม้ที่เหมาะกับคนกรุ๊ปนี้ ได้แก่ องุ่น พลัม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ สับปะรด และส้มโอ ที่จะช่วยรักษาสมดุลในกระเพาะอาหารได้






Cr. http://www.manager.co.th/Food/ViewNews.aspx?NewsID=9570000002863

ผลไม้ต้านโรค


             ฝรั่ง ผลไม้พื้นบ้านราคาถูก และออกผลตลอดปี ทุกสายพันธุ์ล้วนเป็นสุดยอดผลไม้ที่มีวิตามินซี ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูงมาก ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคมากขึ้น จึงสามารถป้องกันการเป็นไข้หวัดได้ หรือช่วยสร้างรวมทั้งป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันที่เราเคยท่องจำกันในสมัยเด็ก ๆ ได้อีกด้วย



             มะเฟือง นอกเหนือจากความสวยงามแปลกตาในเรื่องรูปทรงแล้วยังให้คุณค่าทางโภชนาการอย่างเต็มเปี่ยม มะเฟืองอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ ฟอสฟอรัสและแคลเซียม ช่วยรักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบายแก้ท้องผูกช่วยขับเสมหะได้


             ทับทิม ผลไม้รสหวานอมเปรี้ยว ออกฤทธิ์เป็นยาบำรุงกำลัง แก้เจ็บคอ แก้โลหิตจาง ห้ามเลือด รักษาแผล แก้อาการปวดกระเพาะอาหาร ขับพยาธิในลำไส้ แก้ท้องร่วง นอกจากนี้ หากดื่มน้ำทับทิมตอนเช้าวันละ 1 แก้วจะช่วยลดอาการคลื่นไส้ ในคุณแม่ตั้งครรภ์ได้



               ส้มโอ ในส้มโอมีสารเพคติน (Pectin) สูง มีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดและมีสารโมโนเทอร์ปืน ที่ช่วยในการจับสารก่อมะเร็ง นอกจากนั้นหากรับประทานส้มโอหลังมื้ออาหารจะช่วยขับลมในกระเพาะและลำไส้ช่วยให้ระบบย่อยทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


      cr.http://health.kapook.com/view24770.html

ประโยชน์ของผลไม้2

  • เสาวรส ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค และป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินสูงช่วยบำรุงสายตา ทำให้ร่างกาย แข็งแรง บำรุงกระดูก เพราะมีแคลเซียมสูง
  • แครอท อุดมไปด้วยวิตามินเอ และเกลือแร่ วิตามินเอเอาไว้ใช้ ช่วยบำรุง สายตา บำรุงผิวและเนื้อเยื่อ ช่วยยับยั้งความเสื่อมของ อวัยวะสำคัญของร่างกาย มีความเชื่อว่า แครอทช่วยรักษาโรคมะเร็ง ช่วยลดความเสี่ยงจากโรค เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤษ์ อัมพาต ความดันโลหิตสูง ต้อกระจก และยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน เร่งการสร้างเซลล์ในแผลผ่าติด นอกจากนี้ ยังอุดมด้วยวิตามินบี วิตามินซี และแคลเซียมที่ดูด ซึมง่าย มีแพคติน ซึ่งเป็นไฟเบอร์ ชนิดที่ละลายน้ำได้ ช่วยลดโคเลสเตอรอล วิตามินและเกลือแร่ที่มีอยู่ มีบทบาทสำคัญ ในการสร้างภูมิคุ้มกันโรค
  • สตรอเบอรี่ บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ มีวิตามินซี แมกนีเซียม โปเทสเซียมสูง ช่วยเพิ่มช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยต้านอนุมูลอสิระ ป้องกันโรคต่างๆ ช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า
  • มะเขือเทศ อุดมด้วยวิตามินซี และอี มีสารไลโคทีน ช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิด
  • แตงกวาญี่ปุ่น มีวิตามินซีและเคสูง
  • มะตูม ผลมะตูมอ่อน บำรุงธาตุ เจริญอาหาร และช่วยขับและผายลม ผลมะตูมสุก รสหวาด แก้ลม แก้เสมหะ แก้มูกเลือด บำรุงไฟธาตุ แก้กระหายน้ำ ขับลม
  • ตะลิงปลิง รสเปรี้ยวจัด ช่วยเจริญอาหาร เลือดออกตามไรฟัน มีวิตามินซีสูง
  • ฝรั่ง ช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ชะลอการลุกลามของมะเร็ง ช่วยทำให้แผลหายเร็ว ช่วยกระตุ้น การทำงานของเม็ดเลือดขาว และสร้างภูมิคุ้มกัน จึงสามารถป้องกันการเป็นหวัดได้
  • มะขาม มีวิตามินเอและซี นอกจากนั้น ยังมีวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และเกลือแร่ชนิดต่างๆ ช่วยแก้อาการท้องผูก เป็นยาระบายแก้ไอขับเสมหะ









ประโยชน์ของผลไม้

  • มะละกอ ลำต้นจะมี ยาง ช่วยกัดแผล รักษาตาปลา หูด ได้ ส่วนผลที่สุกก็มีวิตามินเอสูง ซึ่งจะบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี ยังมีวิตามินซี และแคลเซี่ยมป้องกันโรคกระดูกผุอีกด้วย
  • มังคุด ที่เปลือกของมังคุดจะมีสาร tannin ซึ่งจะช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของชื้อแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย
  • สับปะรด สามารถรักษาที่เป็นหนองได้ วิธีการรักษาคือนำเอาผลที่สดๆ มาคั้นเอาแต่น้ำแล้วนำมา ชโลมแผลที่เป็นหนอง เอนไซม์จะช่วยย่อยกัดเนื้อเยื่อ และหนองให้หลุดออกทำให้แผลที่เป็นหนองหายได้ ถ้าหากนำน้ำสับปะรด ที่คั้นแล้วประมาณหนึ่งแก้ว ไปผสมกับน้ำสุกอีกหนึ่งแก้วเติมเกลืออีกเล็กน้อย แล้วดื่มก็จะสามารถใช้แก้ท้องผูกได้ด้วย
  • แอปเปิล มีสารสำคัญ คือ บีตา-แคโรทีน วิตามินซี และเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ที่ชื่อ "เพคติน" .."เพคติน" นี้มีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหาร ลดน้ำหนัก และลดโคเลสเตอรอล เพราะแอปเปิ้ลมีแป้งและน้ำตาลในรูปของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวถึง 75 % ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมน้ำตาลพิเศษชนิดนี้ได้รวดเร็ว และนำไปใช้ประโยชน์ได้ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ดังนั้นความอยากอาหารจึงลดลง ทำให้คุณไม่รู้สึกหงุดหงิด หรือ อ่อนเพลีย แอปเปิ้ล 2-3 ผลต่อวัน ช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้ เพราะแอปเปิ้ลมีเพคติน ซึ่งเป็นไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ ผลจากการวิจัยชี้ว่า เมื่อกรดในทางเดินอาหารย่อยสลายไขมัน และแยกโคเลส-เตอรอลออกมาเสร็จสิ้นแล้ว เพคตินจากแอป-เปิ้ลจะไปคอยดักจับโคเลสเตอรอลเหล่านั้น และพาไปทิ้งก่อนที่จะถูกดูดกลับเข้าร่างกาย
  • บีทรูท ลดความดันโลหิต ฟอกไต ช่วยขับปัสสาวะ














ผลไม้ในความหมายพฤกษศาสตร์กับผลไม้ในความหมายทั่วไป

ผลไม้ในความหมายทั่วไป หมายถึง ผลไม้ที่สามารถรับประทาน โดยไม่ต้องนำไปปรุงในครัวก่อนแต่มีรสชาติที่ดี ซึ่งอาจจะต้องปอกเปลือกก่อนรับประทาน ดังนั้นอาหารหลายชนิดจึงเป็นผลไม้ในเชิงพฤกษศาสตร์แต่กลับถูกจัดว่าเป็นผักในเชิงการทำครัว. อันได้แก่ผลของพืชจำพวกฟัก เช่น ฟักทอง แฟง และ แตงกวา, ถั่วลันเตา, ถั่วฝักยาว, ข้าวโพด, พริกหยวก, เครื่องเทศ.
โดยผลไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ ผลของมะพร้าวทะเล (Lodoicea maldivica) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดหนักได้ถึง 20 กิโลกรัม.



คำว่าผลไม้มาจากอะไร ?

คำว่าผลไม้   : ผลไม้ = ผล + ไม้
คำนี้จึงสามารถอธิบายได้ว่า สิ่งที่เป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตจำพวกพืช โดยลักษณะรวมๆ จะมีรูปทรงคล้ายทรงกลมหรือทรงรี ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันบ้างตามสายพันธุ์ โดยปกติผลไม้จะต้องมีเปลือกหรือมีสิ่งที่ห่อหุ้มเนื้อที่อยู่ข้างใน ซึ่งมักจะถูกนำไปเป็นอาหารโดยมนุษย์หรือสัตว์
ในส่วนของการเจริญเติบโต สามารถขยายพันธุ์ได้โดยดอก เมล็ด หรือ อื่นๆ ซึ่งผลไม้ที่ออกมานี้ตอนแรกจะมีขนาดเล็กและมักจะไม่ค่อยถูกนำมารับประทานโดยมนุษย์ แต่เมื่อเติบโตจนสุกงอม จะมีลักษณะที่แตกต่างไปจากเดิม คือ เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอม และรสหวาน เป็นต้น จนสามารถนำมารับประทานหรือประกอบอาหาร ส่วนมากมักจะเป็นอาหารหวาน
ถ้าผลไม้สุกงอมเต็มที่จะมีลักษณะที่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้น้อยลง เช่น เน่าเสีย บูด ขึ้นรา เป็นต้น และจะหลุดร่วงจากต้นลงสู่พื้นดินหรือพื้นน้ำ กลายเป็นอาหารให้แก่ห่วงโซ่อาหารลำดับถัดไป เช่น แบคทีเรีย จุรินทรีย์ จนกลายเป็นอินทรียธาตุหรืออนินทรียธาตุ หมุนเวียนเป็นวัฏจักรต่อไป
การที่จะบอกได้ว่าเป็นผลไม้อะไรนั้น จำเป็นต้องมีสิ่งบ่งชี้อื่นๆ ประกอบหลายอย่าง เช่น เปลือกมีลักษณะเป็นหนามและแข็ง เนื้อข้างในสีเหลือง หมายถึง ทุเรียน เป็นต้น

ผลไม้คืออะไร ?

ผลไม้ หมายถึง ผลที่เกิดจากการขยายพันธุ์โดยอาศัยเพศของพืชบางชนิด ซึ่งมนุษย์สามารถรับประทานได้ และส่วนมากจะไม่ทำเป็นอาหารคาว ตัวอย่างผลไม้เช่น ส้ม แอปเปิ้ล กล้วย มะม่วง ทุเรียน รวมถึง มะเขือเทศ ที่สามารถจัดได้ว่าเป็นทั้งผักและผลไม้